บริษัท ไทยพิพัฒน์โซลูชั่น จำกัด

THAIPIPAT SOLUTION

วันทำการ : วันจันทร์-วันเสาร์ เวลา 8:00 น. – 17:30 น.

โทร : 043-224888, 099-4748889

vertical menu icon หมวดหมู่สินค้า
Login Link เข้าสู่ระบบ/สมัครสมาชิก
Login Link เข้าสู่ระบบ/สมัครสมาชิก

บริษัท ไทยพิพัฒน์โซลูชั่น จำกัด

THAIPIPAT SOLUTION

วันทำการ : วันจันทร์-วันเสาร์ เวลา 8:00 น. – 17:30 น.

โทร : 043-224888, 099-4748889

Login Link เข้าสู่ระบบ/สมัครสมาชิก

เหล็ก SD50 กับ SD40 ต่างกันแค่ค่าตัวเลขจริงหรือ?

SD50 Ribbed Bar เหล็กข้ออ้อย sd50
สารบัญบทความ ซ่อน

เมื่อพูดถึงงานก่อสร้างในเมืองไทย เรื่องแบบเหล็กเสริมคอนกรีต (Rebar) เป็นหัวใจสำคัญของโครงสร้างทุกประเภท โดยเฉพาะสองเกรดยอดนิยมอย่าง เหล็ก SD50 และ เหล็ก SD40 ซึ่งมักถูกถามเสมอว่า “ต่างกันแค่ตัวเลขจริงหรือ?” ในบทความนี้จะพาไล่เรียงตั้งแต่พื้นฐาน ไปจนถึงการใช้งานจริง พร้อมข้อมูลจากมาตรฐาน มอก. 20-2559 และ BS EN 1992 รวมถึงสถาบันที่เชื่อถือได้ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลทุกบรรทัดอยู่บนพื้นฐานวิศวกรรมที่ถูกต้อง

เหล็ก SD50 และเหล็ก SD40 ต่างกันอย่างไร?

ความแตกต่างหลักระหว่าง เหล็ก SD50 และ เหล็ก SD40 คือ ค่าความต้านแรงดึง โดยที่

  • เหล็ก SD40 มีค่า Yield Strength (แรงดึงคราก) ขั้นต่ำ 400 เมกะปาสคาล (MPa)
  • เหล็ก SD50 มีค่า Yield Strength ขั้นต่ำ 500 เมกะปาสคาล (MPa)

ค่าดังกล่าวกำหนดโดย มาตรฐาน มอก. 20-2559 ของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และอ้างอิงตาม BS EN 10080 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลด้านเหล็กเสริมคอนกรีต

จากการพิจารณา แม้ตัวเลขจะดูเป็นแค่ 100 MPa แต่ในทางปฏิบัติแล้ว เมื่อโครงสร้างถูกรับโหลดจำนวนมาก ความต่างนี้ส่งผลให้การออกแบบจำนวนเหล็ก (พื้นที่หน้าตัด) เปลี่ยนตามไปด้วย ค่า SD50 จึงสามารถช่วยให้ใช้เหล็กน้อยลง และลดปริมาณคอนกรีตในบางกรณี

เหล็ก SD50 กับ SD40 แตกต่างกันตรงไหนในทางวิศวกรรม?

ถ้าพูดกันถึงในด้านทางวิศวกรรม ความแตกแตกต่างของเหล็ก SD50 กับ 40 มีความแตกต่างกันดังนี้

1. พื้นที่หน้าตัด (Area Reduction)

การใช้ เหล็ก SD50 แทน SD40 ทำให้พื้นที่หน้าตัดลดได้ประมาณ 20% เพื่อรับแรงเท่ากัน เมื่อคำนวณจากสมการ:

A = N / f_y

ที่ A คือพื้นที่หน้าตัด, N คือแรง, f_y คือ Yield Strength

2. การควบคุมการแตกร้าว (Crack Control)

ค่า Yield Strength สูงขึ้นช่วยให้รีดแตกร้าว (crack width) ลดลงตามสูตรของ ACI 224 เกณฑ์การควบคุมรอยแตกร้าวในคอนกรีต

3. ผลต่อการบิดตัว (Deflection)

เมื่อใช้เหล็ก SD50 โครงสร้างมักมีค่าการบิดตัวต่ำกว่า SD40 ประมาณ 10–15% ขึ้นกับรูปแบบการรับแรงและสัดส่วนคอนกรีต

 

 ข้อดี-ข้อเสียของเหล็ก SD50 และ SD40 ในงานก่อสร้าง

เกรดเหล็ก ข้อดี ข้อเสีย
SD40 ราคาถูกกว่า เหมาะกับโครงสร้างเบา พื้นที่หน้าตัดใหญ่กว่า
มีการผลิตจำนวนมาก หาซื้อง่าย การควบคุมรอยแตกร้าวต่ำกว่า SD50
SD50 พื้นที่หน้าตัดลด ได้โครงสร้างกระชับ ราคาสูงกว่า SD40 10–15%
ควบคุมรอยแตกร้าวและการบิดตัวดีกว่า SD40 อาจต้องสั่งจำนวนน้อย จัดส่งช้าได้

โดยข้อมูลด้านบนอ้างอิงจาก สมอ. มอก. 20-2559 และ AISC Steel Construction Manual (15th Edition) ที่ยอมรับในระดับสากล

 

วิธีการใช้งานของเหล็ก SD50 กับ SD40 ใช้ต่างกันอย่างไร?

ในการเลือกใช้ เหล็ก SD50 กับ เหล็ก SD40 ให้เหมาะสม เราควรพิจารณาลักษณะการรับแรงและจุดประสงค์ของงานก่อสร้างเป็นหลัก ดังนี้

1. งานคอนกรีตโครงสร้างหลัก (Columns & Beams)
โครงสร้างหลัก เช่น เสา (Column) และคาน (Beam) ต้องรับแรงอัดและแรงดึงในปริมาณมาก การใช้ เหล็ก SD50 ที่มีค่า Yield Strength ≥ 500 MPa จะช่วยให้เราลดพื้นที่หน้าตัดของเหล็กลงได้ประมาณ 20% เมื่อเทียบกับ SD40 (Yield Strength ≥ 400 MPa) นั่นหมายถึงการใช้เหล็กน้อยลงและลดปริมาณคอนกรีตในแบบหล่อ ซึ่งส่งผลให้โครงสร้างมีน้ำหนักเบา ประหยัดวัสดุ และควบคุมรอยแตกร้าวได้ดียิ่งขึ้นตามหลัก ACI 318

2. งานคอนกรีตพื้น (Slabs) และโครงสร้างรอง
งานพื้นคอนกรีตและโครงสร้างรองที่ไม่ได้รับแรงสูงมาก การเลือกใช้ เหล็ก SD40 ก็เพียงพอต่อการรับแรงอัด-ดึง และช่วยประหยัดต้นทุนเหล็กได้กว่าการใช้ SD50 โดยเฉพาะในโครงการที่มีพื้นที่ใช้งานกว้าง เช่น พื้นโรงงานหรือพื้นอาคารพาณิชย์ ที่แรงที่กระทำต่อพื้นจะกระจายเป็นวงกว้าง (Distributed Load)

3. งานโครงสร้างที่รับแรงสั่นสะเทือนหรือแรงกระแทก
ในกรณีโครงสร้างที่ต้องเผชิญแรงสั่นสะเทือนจากเครื่องจักร หรือแรงกระแทกจากการใช้งานหนัก เช่น โรงงานอุตสาหกรรม อาคารจัดเก็บสินค้า การใช้ เหล็ก SD50 จะช่วยลดการบิดตัว (Deflection) และจำกัดการสะสมรอยแตกร้าว (Fatigue Cracking) ได้ดีกว่า SD40 เนื่องจากความต้านแรงดึงสูงกว่า ช่วยให้โครงสร้างทนต่อการสั่นสะเทือนระยะยาวตามข้อกำหนด ISO 6892-1

การเลือกเหล็ก SD50 หรือ SD40 จึงไม่ใช่เรื่องตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการพิจารณาจากลักษณะงานและประสิทธิภาพที่ต้องการ โดยการวางแผนงานและออกแบบร่วมกับวิศวกรโครงสร้างจะช่วยให้ได้โซลูชันที่คุ้มค่า ทั้งด้านต้นทุนและความปลอดภัยในระยะยาว

 

SD50 Ribbed Bar เหล็กข้ออ้อย sd50

วิธีเลือกเหล็ก SD50 และเหล็ก SD40

การเลือกใช้เหล็ก SD50 หรือ SD40 นอกจากการคำนวณเชิงวิศวกรรมแล้ว ยังต้องพิจารณาปัจจัยเสริม 3 ด้านหลัก ดังนี้ เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพและความคุ้มค่า

1. มาตรฐานแหล่งผลิตและใบรับรองคุณภาพ

  • ใบรับรอง มอก. (MOPH Certificate) จาก สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ยืนยันว่าเหล็กผ่านการทดสอบตาม มอก. 20–2559 ครอบคลุมคุณสมบัติทางกล เช่น Yield Strength, Ultimate Strength และการยืดตัว
  • Mill Test Certificate (MTC) จากโรงงานผู้ผลิต ระบุผลการทดสอบจริงของแต่ละม้วน ช่วยให้ตรวจสอบปริมาณคาร์บอน ฟอสฟอรัส และกำมะถันได้ตรงตามมาตรฐาน BS EN 10080

คำแนะนำ ก่อนสั่งซื้อ ขอสำเนา MTC ทุกครั้ง วางไว้ในแฟ้มเอกสารโครงการ เพื่อสะดวกต่อการตรวจสอบย้อนหลัง

2. การตรวจสอบคุณภาพเบื้องต้นที่ไซต์งาน
แม้จะมีเอกสารรับรองแล้ว แต่การตรวจสอบภาคสนามยังจำเป็น เพื่อตัดกรณีเหล็กปลอมหรือบรรจุภัณฑ์ผิดสเปก

  • Magnetic Flux Test (ISO 2178)
    ใช้วัดความหนาของชั้นเคลือบ (เฉพาะเหล็กเคลือบสังกะสี) หรือตรวจสอบความสม่ำเสมอของผิวเหล็กข้ออ้อย โดยไม่ทำลายชิ้นงาน
  • Pull Test เบื้องต้น
    ใช้แรงดึงเล็กน้อย (ประมาณ 10–20% ของ Yield Strength) ยืนยันว่าป้ายมาตรฐานไม่หลุดและข้อต่อเหล็กรวดเร็วทนทาน

เคล็ดลับ มีอุปกรณ์ Magnetic Flux แบบพกพาในไซต์งาน ใช้วัดสุ่มจุดละ 3–5 เส้น ทุกล็อตที่ขึ้นพื้นที่ก่อสร้าง

3. เงื่อนไขการจัดส่งและสต็อกสินค้า

  • เหล็ก SD40 เป็นเกรดยอดนิยมในท้องตลาด มีสต็อกพร้อมจัดส่งจากหลายโรงงาน จึงได้สินค้าเร็ว ลดความเสี่ยงงานล่าช้า
  • เหล็ก SD50 บางครั้งต้องสั่งผลิตพิเศษตาม MTC ทำให้ระยะเวลาจัดส่งยาวกว่า 1–2 สัปดาห์ ถ้าโครงการเร่งด่วน ควรวางแผนสั่งล่วงหน้า

แนะนำ วางแผนดีไลน์การใช้งานเหล็ก SD50 ให้สอดคล้องกับตารางงานหน้างาน (Gantt Chart) และเผื่อเวลา 1 สัปดาห์สำหรับการขนส่ง

 

วิธีเลือกเหล็ก SD50 หรือ SD40 สำหรับงานโครงสร้างคอนกรีต

การตัดสินใจเลือกใช้เหล็ก SD50 หรือ SD40 ในงานโครงสร้างคอนกรีต ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนสำคัญ ดังนี้

1. วิเคราะห์ค่าโหลด (Load Analysis)

ก่อนอื่นต้องทำการคำนวณแรงที่โครงสร้างจะรับ ทั้งแรงดึง (Tension) และแรงอัด (Compression) ตามหลักการของมาตรฐาน BS EN 1992-1-1: Design of concrete structures โดยเริ่มจากการประเมินภาระ (Loads) ที่กระทำกับแต่ละส่วนของโครงสร้าง เช่น น้ำหนักคงที่ (Dead Load) น้ำหนักใช้งาน (Live Load) และแรงลมหรือแผ่นดินไหว (Wind/Seismic Load) จากนั้นใช้สมการออกแบบของ BS EN 1992-1-1 เพื่อหาแรงออกแบบ (Design Forces) ที่ต้องพิจารณาในการเลือกความต้านแรงดึงของเหล็กเสริมคอนกรีต

2. เปรียบเทียบพื้นที่หน้าตัด (Area Comparison)

เมื่อได้ค่าแรงออกแบบ N แล้ว ให้คำนวณพื้นที่หน้าตัดที่ต้องการสำหรับเหล็กแต่ละเกรดตามสมการ:

A = N / f_y

โดยที่ A คือพื้นที่หน้าตัด (mm²) N คือแรงออกแบบ (N) และ f_y คือค่า Yield Strength ของเหล็ก (400 MPa สำหรับ SD40 หรือ 500 MPa สำหรับ SD50)

การเปรียบเทียบผลลัพธ์จะช่วยให้เห็นว่า SD50 สามารถลดพื้นที่หน้าตัดลงได้กี่เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับ SD40 ซึ่งหมายถึงการใช้เหล็กเสริมน้อยลงและประหยัดวัสดุคอนกรีตในแบบหล่อได้ตามไปด้วย (สมอ. มอก. 20-2559)

3. คำนึงถึงต้นทุนรวม (Life-cycle Cost)

แม้ราคาต่อหน่วยของ SD50 จะสูงกว่า SD40 ราว 10–15% แต่หากคำนวณต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน (Life-cycle Cost) แล้ว อาจพบว่า SD50 มีความคุ้มค่ามากกว่า เพราะลดต้นทุนการคอนกรีต ปริมาณแบบหล่อ และงานซ่อมบำรุงในระยะยาว การศึกษาจาก Journal of Construction Engineering and Management (ASCE) พบว่าโครงสร้างที่ใช้ SD50 ในจุดรับแรงสูง จะลดรอยแตกร้าวและความเสียหายเมื่อเวลาผ่านไป ส่งผลให้จ่ายค่าบำรุงรักษาน้อยลงตลอดอายุโครงสร้าง

4. ปรึกษาผู้ตรวจสอบแบบ (Peer Review)

สุดท้ายควรให้วิศวกรโครงสร้างอิสระ หรือทีมตรวจสอบแบบ (Peer Reviewer) ทบทวนการคำนวณและแบบโครงสร้างอีกครั้ง เพื่อยืนยันความถูกต้องของการเลือกเกรดเหล็กและพื้นที่หน้าตัดที่เหมาะสม การมี Peer Review ช่วยลดความผิดพลาด และเพิ่มความเชื่อมั่นว่าโครงสร้างจะมั่นคงปลอดภัยตามข้อกำหนด ACI 318–19 (Building Code Requirements for Structural Concrete)

การทดสอบแรงดึงของเหล็ก SD50 ทนแรงดึงได้เท่าไหร่และเหล็ก SD40 ทนแรงดึงได้เท่าไหร่?

  • SD40: Yield Strength ≥ 400 MPa, Ultimate Strength ≈ 540–680 MPa
  • SD50: Yield Strength ≥ 500 MPa, Ultimate Strength ≈ 600–800 MPa

การทดสอบต้องดำเนินการตาม ISO 6892-1 (Metallic Materials — Tensile Testing)

 

ตารางเปรียบเทียบแรงยืดคราก SD50 กับ SD40

คุณสมบัติ SD40 SD50
Yield Strength ≥ 400 MPa ≥ 500 MPa
Ultimate Strength 540–680 MPa 600–800 MPa
Elongation (%) ≥ 12% ≥ 12%
หน่วย (mm²) ตามขนาดมาตรฐาน 6–32 mm ตามขนาดมาตรฐาน 6–32 mm

อ้างอิงข้อมูลจาก สมอ. และ ISO 6892-1

 

เหล็ก SD50, SD40 ใช้ในงานโครงสร้างอาคารสูงต่างกันอย่างไร?

ในโครงการอาคารสูง เช่น อาคาร 20–30 ชั้น

  • Columns & Beams:ใช้ SD50 เพื่อรับแรงลมและแผ่นดินไหว ลดพื้นที่หน้าตัดเสาและคาน
  • Shear Walls & Core Walls: ใช้ SD50 ร่วมกับไบโอนิกซ์ (Stirrups) เพื่อควบคุมรอยแตกร้าวในแนวเฉือน
  • รอบนอกอาคาร: พื้นที่ที่ต้องการความปลอดภัยสูง ใช้ SD50 ทุกจุด

ส่วนโครงสร้างรอง เช่น แผ่นระเบียงหรือผนังกั้นภายใน สามารถใช้ SD40 ได้ เพื่อประหยัดงบประมาณ

 

 

 

Ref:

สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.)

สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.)

British Standards Institution (BS EN 1992-1-1) [Design of concrete structures – General rules and rules for buildings]

ISO 6892-1 และ ACI 318

 

 

สั่งซื้อเหล็กเส้นกลมคุณภาพกับเรา

หากคุณเป็นผู้รับเหมา วิศวกร หรือเจ้าของโครงการที่ต้องการ เหล็กเส้นกลม มอก. แท้  พร้อมให้คำแนะนำด้านเทคนิคโดยวิศวกรประจำทีม

สอบถามเพิ่มเติม    ดูสินค้า
เหล็กรูปพรรณ เหล็กเส้น
📍 จัดส่งทั่วประเทศ / มีบริการจัดรถเข้าไซต์งาน
นึกถึง “เหล็ก ขอนแก่น” ต้องไทยพิพัฒน์ โซลูชั่นเท่านั้น

Tags :

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Scroll to Top