การ ควบคุมงานก่อสร้าง ไม่ใช่แค่เรื่องของกำหนดเวลา แต่รวมถึงการเลือก วัสดุก่อสร้างคุณภาพ และระบบ QA/QC งานก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นสำนักงาน คลังสินค้า หรือห้างสรรพสินค้า ไม่ใช่แค่การมีเงินทุนแล้วเริ่มตอกเสาเข็มได้เลย หากคุณอยู่ในฐานะ “เจ้าของโครงการ” หรือ “ผู้รับเหมา” นี่คือโลกที่ความผิดพลาดเล็กๆ อาจนำไปสู่ความเสียหายมูลค่าหลายสิบล้าน หรือที่เลวร้ายกว่านั้นคืออาคารที่ใช้การไม่ได้ และมีปัญหาทางกฎหมายตามมาไม่รู้จบ
ในฐานะคนที่อยู่ในวงการก่อสร้างมาเกินหลัก 30 ปีขออนุญาตเล่าให้ฟังอย่างตรงไปตรงมาว่า “จุดพลาดหลักๆ” ที่คนในโครงการส่วนใหญ่มักไม่ทันคิดมีอะไรบ้าง และจะหลีกเลี่ยงได้อย่างไร
ใช้แบบไม่อัพเดตกับ กฎหมายควบคุมอาคาร – ทำไมถึงเสี่ยงและควรระวัง
เจ้าของโครงการหรือผู้รับเหมา หลายรายใช้แบบก่อสร้างเดิม ซ้ำซ้อน ไม่ตรวจเช็คว่าได้รับอัปเดตตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ฉบับล่าสุดหรือยัง เมื่อสร้างผิดเงื่อนไข ผิดระเบียบ ผังเมือง หรือมาตรฐานโครงสร้าง ก็เสี่ยงถูกสั่งหยุดการก่อสร้าง บางครั้งต้องรื้อถอนทั้งโครงการ
จากพ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ฉบับล่าสุด
พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม เช่น ฉบับที่ 3 (2543), ฉบับที่ 5 (2558) กำหนดเงื่อนไขสำคัญ เช่น
-
-
มาตรา 7–8: นิยามอาคารและการขออนุญาตถูกต้อง
-
มาตรา 14–22: กำหนดให้ใช้แบบแปลนที่ได้รับอนุญาต และห้ามใช้แบบเก่ากว่าโดยไม่ได้ปรับแก้ตามกฎหมาย เฉพาะที่แก้ไขตามฉบับในราชกิจจานุเบกษา
-
พ.ร.บ. การผังเมือง พ.ศ. 2525 และฉบับแก้ไขฉบับที่ 3 (2535), 4 (2558) บังคับว่าแบบก่อสร้างต้องสอดคล้องกับผังเมืองรวม และกฎหมายท้องถิ่นท้องที่นั้น
-
หากไม่มีการอัปเดตตาม ผังเมืองอาจเปลี่ยนให้ความสูงจำกัด ระยะถอยร่น หรือเงื่อนไขใหม่ที่แบบเก่าไม่ได้รับรอง
-
Ref. กองช่าง องค์การบริหารส่วนตำบล
ทำไมต้องอัปเดตแบบ?
-
ปกป้องโครงการตั้งแต่ต้นทาง ลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนกฎหมาย ผังเมืองใหม่ หรือแนวทางผังเมืองเฉพาะพื้นที่
-
หลีกเลี่ยงการโดนพักใบอนุญาต หรือสั่งรื้อถอน ตามมาตรา 65 ของ พ.ร.บ. กำหนดโทษทั้งปรับ ทั้งจำ หากดำเนินการก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือใช้แบบที่ไม่อัปเดต
-
เพิ่มความสบายใจแก่เจ้าของโครงการ เมื่อแบบและการออกแบบผ่านกระบวนการถูกต้องครบถ้วน ผลลัพธ์ที่ได้คือโครงการที่ใช้ได้จริง ไม่เสี่ยงกับคำสั่งถอน หรือถูกฟ้องร้องภายหลัง
Ref. Ratchakitcha
กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 2565
ขาดระบบ ควบคุมคุณภาพงานก่อสร้าง (QA/QC) หน้างาน
ในโลกของโครงการอาคาร ไม่ว่าจะเป็นห้าง สำนักงาน หรืออาคารสูง ไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับความมั่นคงของงานโครงสร้าง ความผิดพลาดเล็กน้อย เช่น เหล็กไม่ตรงแบบ ปูนเซ็ตตัวไม่ดี หรือการฉาบผิวไม่เรียบ อาจนำไปสู่อุบัติเหตุ รอยแตกร้าว หรือค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมมหาศาลภายหลัง
ระบบ QA/QC บนหน้างานควรประกอบด้วย
-
QA (Quality Assurance): วางระบบ กระบวนการ มาตรฐาน และ SOP ให้ชัดเจนตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน
-
QC (Quality Control): เลือกช่าง/ทีมตรวจหน้างาน ตรวจสอบ การติดตั้ง และเก็บข้อมูลคู่มือหน้างานตามมาตรฐานที่กำหนด
เมื่อ QA (ผู้วางระบบ) และ QC (ผู้ตรวจสอบหน้างาน) ทำงานร่วมกัน ย่อมสร้างผลงานที่สมบูรณ์และเชื่อถือได้กว่า
ข้อดีของ QA/QC ที่แข็งแรง
-
ลดงานแก้ซ้ำ (Rework) อุบัติเหตุจากเชื่อมเหล็กผิดระยะหรือพลาดในการเทลดลงมาก
-
สร้างพื้นฐานโครงสร้างที่ได้มาตรฐาน ระบบ QA/QC ช่วยให้วัสดุและงานก่อสร้างตรงตามแบบ
-
เพิ่มความสำเร็จทางธุรกิจ ลูกค้ามีความมั่นใจ เพิ่มความน่าเชื่อถือ เลี่ยงข้อพิพาท
“QA คือการวางระบบป้องกันความผิดพลาดตั้งแต่ต้น — ส่วน QC คือคนที่คอยสอดส่องว่าทุกอย่างเดินไปตามระบบ”
ตัวอย่างเคสจริง
โครงการอาคารสำนักงานแห่งหนึ่ง วางระบบ QA/QC ไม่ชัดเจน เวลาเทคอนกรีตมีจุดแตกร้าว และเห็นเหล็กบางจุดโผล่มาเนื่องจากเหล็กวางไม่ตรงระเบียบ เมื่อไม่มีการตรวจเชิงระบบ ระบบ QC ไฟล์ daily report ก็ไม่ถูกทำ จึงไม่รู้ว่าปัญหาเริ่มตั้งแต่เมื่อไร หลังจากปรับระบบใหม่ โดยออก SOP ตรวจแผ่นเหล็กก่อนเท และเพิ่มการสุ่มตรวจหลังเทเสร็จ พบว่าผลผิดพลาด ลดลงกว่า 80% และ ลดการซ่อมแซมลง อย่างเห็นได้ชัด
ขั้นตอน QA/QC ในไซต์งานก่อสร้าง
-
วางแผนคุณภาพ (QA) จัดทำ SOP และ Work Instruction เช่น วิธีการวางเหล็ก ฉาบ และเทคอนกรีต ผลิตเอกสารตรวจสอบวัสดุ เช่น ใบ Mill Certificate, ใบตรวจรับปูน เหล็ก
-
ร่วมทีมตรวจหน้างาน (QC) ตรวจสอบวัสดุก่อนใช้งาน เช่น ปูน มอก., เหล็กมี Mill Certificate และตรวจสอบระยะห่างของเหล็ก ความหนาของผนัง การปฏิบัติตามแบบแปลน
-
บันทึกผลและรายงาน เตรียมรายงาน QC ทุกวัน ทุกแบบสำคัญ เช่น แบบเหล็ก พื้น คาน และใช้ SOP เป็นแนวทางตรวจและบันทึกการดำเนินการ
-
ทบทวนและปรับปรุง ต้องจัดให้มีการประชุม QA/QC ประจำสัปดาห์ ทบทวนจุดผิดพลาด แล้วแก้ไขอย่างทันเวลา พร้อมทั้งปรับ SOP ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงบนไซต์งาน
เกิดจากความเข้าใจผิดตั้งแต่เริ่มโครงการ
เริ่มก่อสร้างโดยไม่มีแบบอนุมัติหรือขออนุญาตถูกต้อง
เรื่องนี้แม้จะดู “เบสิก” แต่กลับเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำๆ โดยเฉพาะกับโครงการเร่งรีบ หรือเจ้าของที่มาจากสายธุรกิจอื่นที่ไม่ใช่สายก่อสร้าง
อ้างอิงกฎหมาย
ตาม พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง การก่อสร้างอาคารเกือบทุกประเภท (ยกเว้นอาคารชั่วคราวหรือบ้านพักบางประเภท) ต้องได้รับใบอนุญาตก่อสร้าง (อ.1) ก่อนดำเนินงาน
หลายครั้งเจ้าของโครงการให้สถาปนิกออกแบบ แล้วก็จ้างช่างขึ้นโครงเลย โดยไม่ทราบว่า “ผิดกฎหมายตั้งแต่วันแรก” และเสี่ยงโดนสั่งหยุดงานหรือรื้อถอนทั้งหมด
ขาดการวางระบบบริหารต้นทุน-วัสดุก่อสร้างอย่างรัดกุม
ด้วยการเลือกวัสดุก่อสร้างจาก “ราคา” ไม่ใช่ “มาตรฐาน” ไม่ว่าจะเป็น เหล็ก, ปูน, หรือแม้แต่แผ่นเมทัลชีท หลายโครงการมักมองแค่ราคาต่อหน่วย และละเลยมาตรฐาน มอก. หรือใบรับรองจากโรงงาน ซึ่งอาจนำไปสู่วัสดุที่ไม่เหมาะสมกับโหลดที่อาคารต้องรับ
ตัวอย่าง
อาคารสำนักงาน 6 ชั้น ที่ใช้เหล็ก H-Beam รีไซเคิลจากต่างประเทศโดยไม่มี Mill Certificate สุดท้ายไม่สามารถผ่านการตรวจสอบของวิศวกรควบคุมได้ ต้องรื้อถอนและเสียเวลาโครงการกว่า 2 เดือน
บทเรียนสำคัญ
เจ้าของโครงการไม่จำเป็นต้องรู้รายละเอียดวัสดุทุกตัว แต่จำเป็นต้องมีที่ปรึกษาทางวิศวกรรมที่ “กล้าบอกความจริง” และไม่ตามใจงบอย่างเดียว
ระบบสัญญาและข้อกฎหมายที่มักถูกละเลย
ไม่มีการทำสัญญาจ้างงานที่ชัดเจน
สัญญาที่ใช้ในงานก่อสร้างควรเป็นแบบที่มีความรัดกุม ครอบคลุมทั้งการส่งมอบงาน การควบคุมคุณภาพ การปรับเปลี่ยนแบบ และบทลงโทษกรณีส่งงานล่าช้า
ตามประสบการณ์ตรง โครงการห้างค้าส่งขนาดกลางในกรุงเทพฯ ไม่ได้ระบุเรื่อง “ระยะเวลารับประกันโครงสร้าง” และ “ค่าปรับงานล่าช้า” สุดท้ายเกิดความขัดแย้งกับผู้รับเหมาเมื่อโครงสร้างมีปัญหา แต่ไม่มีข้อตกลงที่ใช้ทางกฎหมายได้
ขาดระบบควบคุมคุณภาพงานก่อสร้าง (QC) หน้างาน
วัสดุดี แต่ติดตั้งผิดก็พังได้
บางโครงการลงทุนกับวัสดุดีมาก เช่น ใช้เหล็กเกรดสูง ปูน SCG หรืออินทรีเกรดพิเศษ แต่หน้างานไม่มีระบบควบคุมช่าง ไม่มีการตรวจสอบก่อนเทคอนกรีต หรือวางเหล็กผิดระยะตามแบบ โครงสร้างก็ยังเสียหายได้
ข้อแนะนำ แนะนำว่าควรว่าจ้างวิศวกรควบคุมงาน (RE) ที่มีประสบการณ์ และเซ็นตรวจแบบจริงพร้อมทั้งให้มีการตรวจวัสดุทุกล็อตก่อนใช้งาน โดยเทียบกับ แบบก่อสร้างและ BoQ
ใช้แบบก่อสร้างไม่อัพเดตกับข้อกำหนดของพื้นที่
ละเลยข้อกำหนดผังเมือง และข้อบังคับเฉพาะท้องถิ่น
ยกตัวอย่างเช่น เขตบางเขนมีข้อจำกัดความสูงของอาคารไม่เกิน 23 เมตร หรือพื้นที่สีส้มในผังเมืองต้องเว้นระยะร่นด้านข้าง 2 เมตรขึ้นไป เป็นต้น การไม่ศึกษาเรื่องพวกนี้ตั้งแต่ต้นอาจทำให้ “แบบก่อสร้างที่ออกแบบเสร็จแล้ว ใช้จริงไม่ได้” และต้องจ่ายเงินออกแบบใหม่
อย่าคิดว่าแบบผ่านจากวิศวกรหรือสถาปนิกแล้วจะใช้ได้เลย ต้องให้ฝ่ายยื่นแบบไปตรวจที่สำนักงานเขตด้วยว่าขัดกับระเบียบหรือไม่
สรุป
ไม่รู้กฎหมาย ไม่ดูวัสดุ ไม่ควบคุมงาน = ความเสี่ยงทางธุรกิจ
การสร้างอาคารหนึ่งหลังไม่ใช่แค่ “งานก่อสร้าง” แต่มันคือโครงการที่รวมทั้งกฎหมาย วิศวกรรม การเงิน การ ควบคุมคุณภาพ และการบริหารคน
เจ้าของโครงการและผู้รับเหมา ที่เข้าใจแค่ครึ่งเดียว มักพบปัญหาที่ตามแก้ไม่ทัน เช่น โดนสั่งรื้อถอน เสียเวลาโครงการ งบบานปลายจากงานแก้ไข จนไปถึงการถูกฟ้องร้องจากลูกค้าในกรณีอาคารใช้การไม่ได้
คำแนะนำส่งท้าย
“เงินที่คุณประหยัดในขั้นตอนแรก อาจกลายเป็นเงินที่ต้องจ่ายซ้ำ 3 เท่าในตอนหลัง”
หากคุณเป็นเจ้าของโครงการ ขอแนะนำให้มีที่ปรึกษาทางวิศวกรรมที่ไม่ได้ขายวัสดุ ไม่ได้มีผลประโยชน์กับผู้รับเหมาในการ ควบคุมงานก่อสร้าง เพื่อช่วยคัดกรองทุกความเสี่ยงตั้งแต่ต้น เพราะเมื่ออาคารสร้างเสร็จแล้ว ความรับผิดชอบจะตามคุณไปอีกหลายสิบปี
สอบถามเพิ่มเติม ดูสินค้า
เหล็กรูปพรรณ เหล็กเส้น
Ref.
กองช่าง องค์การบริหารส่วนตำบล
กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 2565
พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522





